สถิติ

83676111

TDH Dental รุก!ตลาดทันตกรรมพรีเมียมสู่AI/ดิจิทัล ปี69ปั้นรายได้ 500 ลบ.

หมวดหมู่: ตลาด/ไอที

   TDH Dental รุก!ตลาดทันตกรรมพรีเมียมสู่AI/ดิจิทัล ปี69ปั้นรายได้ 500 ลบ.

   กางแผน 3 ปีเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ รับเทรนด์ Longevity Beauty & Wellness  

   ทันตแพทย์เรืองยศ อ่อนสอาด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์ TDH Dental ว่า ได้เปิดดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี โดยโฟกัสการดำเนินธุรกิจทันตกรรมในระดับพรีเมียม ด้วยโมเดลธุรกิจจากจุดเริ่มต้นคลินิกทันตกรรม จากนั้นยกระดับสู่การวางตำแหน่งเป็น Premium & Specialized Dental Clinic ที่โดดเด่นด้านการจัดฟันใส (Invisalign) โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสาขา จำนวน 10 สาขา

   ทั้งนี้ปัจจุบันมูลค่าะุรกิจทันตกรรมในประเทศไทยอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท เติบโตปีละ 13-15% จาาเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจนี้มีมูลค่าอยู่ที่ 5,000-8,000 ล้านบาท ในขณะที่การแข่งขันก็รุนแรงจากคู่แข่งต่างประเทศส่งผลให้คลินิกทันตกรรมทั่วประเทศมีกว่า 10,000 สาขา โดยกว่า 70-80% อยู่ในกรุงเทพมหานคร

                          

   สำหรับแผนงานในปี 2569 บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด ตั้งเป้าขยายสาขาจำนวน 5 ด้วยงบประมาณลงทุนกว่า 70-80 ล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าหมายรายได้ปี 2569 ทะลุ 450 ล้านบาท หรือเกือบแตะ 500 ล้านบาท จากปี 2568  มีรายได้ 321.9 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนลูกค้าคนไทย 70% และชาวต่างชาติ 30%

   ในขณะที่แผนงาน 3 ปี ได้เตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) ต่อไป โดยมีเป้าหมายนำเงินทุนมาสนับสนุนแผนการขยายสาขาและพัฒนาศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งยกระดับภาพลักษณ์สู่แบรนด์ทันตกรรมระดับภูมิภาคในอนาคต

   คุณวิภาวดี อ่อนสอาด กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงพยาบาลฟันทองหล่อ จำกัด กล่าวว่า TDH Dental ให้ความสำคัญกับการบริการด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยใน 4 มิติ คือ 1. Fully Digital Dentistry ที่เข้ามาพลิกโฉมจากทันตกรรมแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ 2. เครื่องสแกนฟัน iTero Element 5D

   3.การออกแบบรอยยิ้มด้วยเทคนิค Aesthetic Norms เพื่อคำนวณความสมดุลของสัดส่วนใบหน้าเฉพาะบุคคล และ 4. CBCT (3D CT Scan) เพื่อใช้วิเคราะห์โครงสร้างฟัน กระดูกขากรรไกร และสัดส่วนใบหน้าได้อย่างแม่นยำ

   ซึ่งเทคโนโลยีทั้ง 4 มิตินี้ได้กลายเป็นมาตรฐานที่ลูกค้ากลุ่มพรีเมียมใช้เป็นปัจจัยในการตัดสินใจเลือกคลินิก และเป็นคุณภาพด้านการให้บริการที่นำไปสู่การบอกต่อ (Word-of-Mouth) โดยเป็นการสื่อสารที่มีพลังอย่างมากในธุรกิจการแพทย์ คิดเป็นสัดส่วนการบอกต่อที่แบรนด์ทำได้สูงถึง 50-60%

   อีกทั้งยังมีการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลมาช่วยประเมินและติดตามผลการรักษาแบบเรียลไทม์ และการร่วมมือกับพันธมิตร เอเพล็กซ์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง

   ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากทำฟันเพื่อการใช้งานเป็นความต้องการเน้นผลลัพธ์ความงามที่ยืนยาวควบคู่กับคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว (Wellness & Longevity)

   ทั้งนี้เพราะจากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคด้านทันตกรรม และ ข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรมทันตกรรม พฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปจาก "การรักษา" สู่มองหาบริการที่ตอบโจทย์ด้าน "ความงามและสุขภาวะองค์รวม"

   ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น คือ ลองจิวิตี้ บิวตี้ แอนด์ เวลเนส (Longevity Beauty & Wellness) เพราะผู้บริโภคไม่ได้มองการทำฟันเป็นเพียงการรักษาโรค แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดี และสร้างการยอมรับในสังคม

   ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามาสนับสนุนให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่เดินทางเข้ามาใช้บริการ (Dental Tourism) ขยายตัวอย่างในประเทศไทยในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

                               

   “ผู้บริโภคไม่ได้เดินทางไปหาหมอฟันเมื่อมีอาการปวดอีกต่อไป แต่มาเพื่อเพิ่มความมั่นใจ เสริมบุคลิกภาพ เช่น การทำวีเนียร์ รากฟันเทียม การจัดฟันใสแบบปรับโครงหน้าด้วยเทคนิค Aesthetic Norms และมองว่าสุขภาพช่องปากส่งผลต่ออายุที่ยืนยาว

   โดยผู้บริโภคในกลุ่มระดับพรีเมียม เซกเมนต์ ตัดสินใจเลือกคลินิกจาก ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และการรีวิวจากผู้ใช้จริง สูงถึง 50-60% โดยเฉพาะกลุ่มคนดัง ดารา และอินฟลูเอนเซอร์ มีผลอย่างมากต่อการสื่อสารถึงความเชื่อมั่นในผลลัพธ์ภายหลังจากการเข้ารับบริการ

   ทั้งนี้ในอีก 3 ปีข้างหน้า พฤติกรรมผู้บริโภคจะมีความซับซ้อนมากขึ้น พร้อมความคาดหวังการวางแผนการรักษาที่ออกแบบมาเพื่อ "เฉพาะบุคคล" เท่านั้น รวมทั้งความต้องการที่จะเห็นผลลัพธ์ล่วงหน้าผ่านภาพจำลอง AI ก่อนเริ่มทำการรักษาจริง

   “ผู้บริโภคยุคใหม่มีเวลาน้อยลง การรักษาที่เคยต้องมาหลายครั้งจะถูกบีบให้จบเร็วขึ้น เช่น รากฟันเทียมแบบเสร็จในวันเดียว หรือการจัดฟันใสที่ลดจำนวนครั้งในการเข้าคลินิกแต่ยังคงประสิทธิภาพสูง

   โดยที่ประเทศไทยจะเป็นจุดหมายของลูกค้าต่างชาติที่จะเดินทางมาใช้บริการหัตถการความงามระดับสูงมากขึ้น ควบคู่ไปกับกลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีกำลังซื้อสูงและต้องการรักษาฟันแท้ให้ยาวนานที่สุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” คุณวิภาวดี กล่าวย้ำและเพิ่มเติมว่า

   ทั้งนี้ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ TDH Dental โฟกัสกลุ่มลูกค้าระดับบน มีทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ ในวงการบันเทิง ศิลปิน นักแสดง และ นักธุรกิจ รวมไปถึงการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z) และกลุ่มผู้ชายที่หันมาใส่ใจเรื่องรอยยิ้มและบุคลิกภาพมากขึ้น ผ่านการทำตลาดแบบเจาะกลุ่มรายบุคคลมากยิ่งขึ้น 

   นอกจากนี้ยังเตรียมขยายการรับรู้แบรนด์ไปสู่กลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มเด็กและวัยรุ่น กลุ่มผู้สูงอายุยุคใหม่ที่รักสุขภาพ (Well-Aging) และกลุ่มคนทำงานออฟฟิศระดับกลาง-บน ที่สามารถใช้บริการผ่านสิทธิประโยชน์ร่วมกับองค์กรชั้นนำ   

                    

   คุณวิภาวดี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง TDH Dental ได้นำ Experience-led Marketing เป็นกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์และความความสัมพันธ์ระยะยาว เป็นการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

   สำหรับแนวทางการสร้างการรับรู้แบรนด์ และการรักษาฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาใช้บริการซ้ำของ TDH Dental จะเน้นการสื่อสารคอนเทนต์ มาร์เก็ตติ้ง ในเชิงลึกที่เชื่อมโยงสุขภาพช่องปากเข้ากับ "สุขภาพองค์รวมและการชะลอวัย" (Longevity)

   เพื่อยกสถานะจากคลินิกจัดฟันทั่วไป สู่ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างใบหน้าและรอยยิ้มระดับพรีเมียม เช่น โปรแกรมดูแลป้องกัน ขูดหินปูน สปาช่องปาก และตรวจสุขภาพฟันทุก 6 เดือน

   โดยระบบจะทำการแจ้งเตือนคนไข้เฉพาะบุคคลเมื่อถึงกำหนดตรวจฟัน หรือเปลี่ยนชิ้นงานจัดฟัน พร้อมระบบสิทธิประโยชน์ การสร้างแคมเปญพิเศษสำหรับกลุ่มคนไข้ที่เป็นฐานลูกค้าเก่าให้ส่งต่อ สิทธิประโยชน์ระดับพรีเมียมให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิท

   เพื่อสร้างระบบการบอกต่อที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการจับมือกับสถาบันความงาม โรงแรม 5 ดาว หรือแบรนด์แฟชั่นระดับพรีเมียม เพื่อทำแคมเปญส่งเสริมภาพลักษณ์ 

   “ลูกค้าจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างไปจากบริการทำฟัน เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการมอบประสบการณ์ระดับลักชัวรี เช่น จองคิวผ่านระบบดิจิทัล ทำให้สะดวกสบายและรวดเร็วในการใช้บริการ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาเบื้องต้นโดยทีมแพทย์ผ่าน Tele-dentistry

   ไปจนถึงระบบบันทึกข้อมูลคนไข้แบบเชื่อมโยงกันทุกสาขา และเตรียมนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ในการให้บริการผ่านสมาร์ทโฟน ในอีก 3 ปีข้างหน้า” คุณวิภาวดี กล่าวย้ำและเพิ่มเติมว่า

   ล่าสุด TDH Dental ได้เปิดสาขาแห่งใหม่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพของกำลังซื้อและทำเลที่ดีที่ สาขารามอินทรา โดยพัฒนาให้เป็นต้นแบบของคลินิกทันตกรรมยุคใหม่ ทำเลกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นทำเลศักยภาพสูงที่มีหมู่บ้านระดับหรูและกำลังซื้อหนาแน่น

   จุดเด่นคือ การนำบริการระดับ 5 ดาวจากสาขาต้นแบบ (ทองหล่อ) มาไว้ที่รามอินทรา มีระบบนัดหมายที่แม่นยำ ไม่ต้องรอนาน และการต้อนรับที่เป็นส่วนตัว พร้อมทั้งยกระดับเป็น "ศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทาง" ทุกสาขา ทำให้คนไข้ในพื้นที่ไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองชั้นในเพื่อรับการรักษาที่ซับซ้อน

   โดยติดตั้งเครื่องสแกน 3 มิติ เครื่องเอกซเรย์ดิจิทัล และระบบวางแผนการรักษาด้วยคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบตั้งแต่เปิดบริการ เพื่อสร้างบรรยากาศการมาทำฟันให้รู้สึกเหมือนการมา สปาหรือพักผ่อนกลิ่นอโรมาบำบัด เพื่อลดความเครียดของลูกค้า

                                 

   ทางด้าน ทันตแพทย์หญิง ดร. ภัคพร ภัทราพรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) บริษัท โรงพยาบาลฟัน ทองหล่อ จำกัด กล่าวว่า ได้เข้ามาร่วมงานกับ TDH Dental เมื่อเร็วๆ นี้ จากประสบการณ์การทำงานที่เป็นมืออาชีพจากบริษัท Invisalign ประเทศไทย โดยวางแผนการดูแลรักษา และพัฒนาทีมทันตแพทย์ รวมถึงบุคลากร เพื่อรองรับการเติบโตสำหรับ TDH Dental ในอนาคต

   โดยเน้นการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมภายใน การทำความร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีทันตกรรมระดับโลก เพื่ออัปเดตเทคนิคการรักษาใหม่ๆ ให้ทีมทันตแพทย์ การสร้างระบบการส่งต่อคนไข้ระหว่างทันตแพทย์เฉพาะทางแต่ละสาขา เช่น หมอจัดฟัน ทำงานร่วมกับหมอวีเนียร์ และหมอโรคเหงือก เป็นต้น เพื่อการรักษาแบบองค์รวม

   ทั้งนี้ปัจจุบัน TDH Dental มีที่เปิดให้บริการใน 12 สาขาทั้งในไทยและลาว เช่น ราชพฤกษ์ รามอินทรา และล่าสุดกำลังจะเปิดที่ กรุงเทพกรีฑา ซึ่งการขยายสาขาต้องรักษามาตรฐานเดียวกัน

   ทั้งด้านบริการทางการแพทย์และ Service Mindset ผ่านระบบ Cloud-based Clinic Management และการเปลี่ยนผ่านจากการรักษาแบบรายครั้งเป็นการดูแลตลอดชีวิต ผ่านโปรแกรมการตรวจเช็คและดูแลต่อเนื่อง

08 กรกฎาคม 2569

ผู้ชม 166 ครั้ง

Engine by shopup.com