สถิติ

7696540

SIRI ผุด!หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ 3,000 ลบ.ชู!ดอกเบี้ย 8.50% 

   SIRI ผุด!หุ้นกู้ด้อยสิทธิฯ 3,000 ลบ.ชู!ดอกเบี้ย 8.50% 
   รับแผนโตสวน!โควิด-19-หนุน!ยอดขาย3ปี120,000ลบ.

                         

   นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI) เปิดเผยว่า แสนสิริมีแผนเสนอขาย Subordinated  Perpetual Bond หรือ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป ไม่เกิน 3,000 ล้านบาท จองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

   สำหรับอัตราดอกเบี้ยในช่วง 5 ปีแรกเท่ากับ 8.50% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ทั้งนี้บริษัทจะเปิดจองซื้อหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ดังกล่าวผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 6 แห่งได้แก่

   ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 22 -25 มิถุนายน 2563

   โดยอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทอยู่ที่ BBB+/Negative และอันดับความเชื่อถือของหุ้นกู้อยู่ที่ BBB- จัดอันดับโดยทริสเรทติ้ง เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา

   สำหรับเงื่อนไขสำคัญของหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนฯ ประกอบด้วย 1. อายุของหุ้นกู้ หุ้นกู้ครั้งนี้เป็นหุ้นกู้ไม่มีกำหนดอายุ ผู้ถือหุ้นกู้ไม่มีสิทธิให้ผู้ออกหุ้นกู้ไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนครบกำหนดไถ่ถอน แต่ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนเมื่อครบ 5 ปี  2. ลำดับการได้รับคืนเงิน ถ้าบริษัทเลิกกิจการ หุ้นกู้นี้จะมีลำดับการชำระหนี้หลังเจ้าหนี้ทั่วไป แต่ได้ก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

   3. ผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิ์เลื่อนชำระดอกเบี้ยได้ หุ้นกู้นี้ผู้ออกหุ้นกู้สามารถเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยได้ โดยยกยอดไปจ่ายวันใดๆ ก็ได้ไม่จำกัดระยะเวลา และจำนวนครั้ง แต่หากเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยหุ้นกู้ ผู้ออกหุ้นกู้จะไม่สามารถประกาศหรือจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ 4. อัตราดอกเบี้ยจะมีการปรับทุกๆ 5 ปี โดยอ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี

   สำหรับการเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิฯครั้งนี้ นับเป็นการวางแผนด้านการเงินเพื่อรองรับการเติบโตที่แข็งแกร่งที่ยั่งยืนในระยะยาวของบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายของการรักษาความเป็นเบอร์หนึ่งของการเป็น “แบรนด์อันดับหนึ่งของคนอยากมีบ้านในวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย” อย่างต่อเนื่อง  

   พร้อมทั้งรักษาการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง ซึ่งบริษัทมีแผนผลักดันยอดขายเติบโตสู่ 120,000  ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ด้วยแผนรุกธุรกิจที่แข็งแกร่ง 3 แนวทางได้แก่

   1. แผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่รัดกุมพร้อมปรับเปลี่ยนไปตามทุกสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา  2. การบริหารสต็อกที่ดี ปัจจุบันแสนสิริ มีสินค้าพร้อมขายมูลค่าประมาณ 7,000 ล้านบาท ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่มีความสมดุลในตลาด

   3. การบริหารกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งและสภาพคล่องที่ดี โดยได้จัดสรร Cash Flow เงินหมุนเวียนในบริษัทไว้ถึง 10,000 ล้านบาท มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและมีความแข็งแกร่งในทุกสภาวการณ์

   นายวันจักร์ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้บริษัทยังได้ปรับเป้ายอดขายปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่วางไว้ 29,000 ล้านบาท เนื่องจากผลการดำเนินธุรกิจเพียง 5 เดือนที่ผ่านมาสร้างยอดขายไปได้กว่า 22,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 168% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นถึง 76% ของเป้าหมายยอดขายเดิม

   นอกจากนี้ล่าสุดบริษัทได้ปรับประมาณการเป้าหมายรายได้รวมทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 32,000 ล้านบาท จากเป้าที่วางไว้เดิม 27,000 ล้านบาท จากการมองเห็นแนวโน้มรายได้และกำไรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป

   โดยบริษัทเริ่มทยอยรับรู้รายได้จากการโอนโครงการคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ อาทิ ดีคอนโด ริน เชียงใหม่, คาวะ เฮาส์ รีสอร์ทคอนโดริมน้ำกลางสุขุมวิท ที่มียอดขายแล้วกว่า 80%, และ เดอะ เบส สุขุมวิท 50 เป็นต้น

   นอกจากนี้ยังมีโครงการคอนโดมิเนียมเตรียมโอนอีกถึง 5 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง ได้แก่ เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต, ดีคอนโด บลิส ศรีราชา ชลบุรี, ลา ฮาบานา หัวหิน, เดอะ เบส สะพานใหม่ และ XT เอกมัย รวมถึงแผนการโอนโครงการแนวราบที่สร้างเสร็จพร้อมโอนอย่างต่อเนื่อง

   “ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทยังมีแผนธุรกิจในการเดินหน้าเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่รองรับการเติบโตอีก 14 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 6 โครงการ ทาวน์โฮมและมิกซ์โปรเจคต์อีก 6  โครงการ มูลค่ารวม 15,200 ล้านบาท รวมทั้งยังมีแผนเปิดตัวคอนโดมิเนียมอีก 2 โครงการ มูลค่ารวม 2,500 ล้านบาท “ นายวันจักร์ กล่าวสรุป

 

 

 

 

09 มิถุนายน 2563

ผู้ชม 221 ครั้ง

Engine by shopup.com